PM2.5 กลับมาแล้ว

ในปัจจุบันคงจะไม่มีใครไม่รู้จัก PM2.5 หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งวัฏจักรของฝุ่น PM2.5 นี้จะสูงในหน้าหนาว โดยจะเริ่มจากตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเดือนตุลาคม จนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากในช่วงหน้าหนาวนั้นจะเกิดสภาพอากาศปิด ลมสงบ ส่งผลให้มลพิษในอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในอากาศไม่มีการกระจายตัว จึงทำให้ค่า PM2.5 ในพื้นที่มีความเข้มข้นสูง

PM2.5 เกิดจากอะไร

  1. ส่วนที่ปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดโดยตรง เช่น รถยนต์ควันดำ การเผาขยะ การเผาป่า เผาพื้นที่เกษตร และกิจกรรมใดก็ตามที่ก่อให้เกิดควัน แม้แต่การจุดธูป เผากระดาษเงินกระดาษทอง ก็ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 เช่นเดียวกัน
  2. ส่วนที่มาจากการทำปฏิกิริยาของมลพิษประเภทก๊าซในบรรยากาศ โดยก๊าซแอมโมเนียจากภาคการเกษตร รวมกับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จากภาคขนส่งและอุตสาหกรรม

ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI)

เป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยหรือไม่ ดัชนีคุณภาพอากาศ 1 ค่า ใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่

  1. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 5 ไมครอน (PM2.5) เป็นฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน
  2. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เป็นฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน
  3. ก๊าซโอโซน (O3) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีหรือมีสีฟ้าอ่อน มีกลิ่นฉุน ละลายน้ำได้เล็กน้อย เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับบรรยากาศชั้นที่สูงจากผิวโลก และระดับชั้นบรรยากาศผิวโลกที่ใกล้พื้นดิน
  4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี กลิ่น และรส เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ
  5. ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น ละลายน้ำได้เล็กน้อย มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ อุตสาหกรรมบางชนิด เป็นต้น ก๊าซนี้มีผลต่อระบบการมองเห็นและผู้ที่มีอาการหอบหืดหรือ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
  6. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี หรืออาจมีสีเหลืองอ่อนๆ มีรสและกลิ่นที่ระดับความเข้มข้นสูง เกิดจากธรรมชาติและการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน (ซัลเฟอร์) เป็นส่วนประกอบ สามารถละลายน้ำได้ดี สามารถรวมตัวกับสารมลพิษอื่นแล้วก่อตัวเป็นอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กได้

ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง 201 ขึ้นไป ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 100 จะมีค่าเทียบเท่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป หากดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงเกินกว่า 100 แสดงว่าค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐานและคุณภาพอากาศในวันนั้นจะเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

ค่าฝุ่น PM 2.5

อันตรายจาก PM2.5

หากเทียบขนาดของ PM2.5 กับเส้นผมของเรา PM2.5 นั้นมีขนาดประมาณ 1 ใน25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผม หากเป็นฝุ่นปกติเมื่อเราหายใจเข้า ขนจมูกของเราก็จะทำหน้าที่กรองฝุ่นไม่ให้เข้าสู่ทางเดินหายใจต่อไปได้ แต่สำหรับ PM2.5 ที่มีขนาดเล็กมากนั้น ขนจมูกของเราไม่สามารถที่จะกรองได้ จึงแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ เข้าสู่ปอด กระแสเลือด รวมถึงอวัยวะอื่นๆได้ นอกจากนี้ PM2.5 ยังป็นพาหะนำสารอันตารายอื่นๆเข้ามาสู่ร่างกายด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอื่นๆ

ร่างกายของผู้ที่แข็งแรงเมื่อได้รับฝุ่น PM2.5 อาจจะไม่ส่งผลกระทบให้เห็นในช่วงแรกๆ แต่หากได้รับติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือสะสมในร่างกาย สุดท้ายก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายในภายหลัง ดังนี้

ผลกระทบทางสุขภาพ

  • เกิดอาการไอ เจ็บคอ
  • หายใจแล้วมีเสียงฟืดฟาด
  • เลือดกำเดาไหล
  • ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่นอยู่แล้ว จะยิ่งถูกกระตุ้นให้เกิดอาการมากขึ้น
  • เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
  • เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง
  • เกิดโรคปอดเรื้อรัง หรือมะเร็งปอด
  • เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งมีความอันตรายเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่
  • เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ ทำให้เกิดภาวะอัมพาตหรือเสียชีวิต
  • สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ ฝุ่น 5 สามารถเข้ารกไปทำอันตรายเด็กในท้อง ทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย ติดเชื้อง่าย ทุพโภชนาการ และเป็นโรคออทิสซึม

ผลกระทบทางผิวหนัง

  • มีผื่นคันตามตัว
  • ปวดแสบปวดร้อน มีอาการระคายเคือง
  • เป็นลมพิษ ถ้าเป็นหนักมากอาจเกิดลมพิษบริเวณใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ
  • หากเข้าตาจะทำให้เคืองตา ตาแดง

ดังนั้นแล้วทุกคนจึงควรป้องกันการรับฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงวัย (อายุมากกว่า 60 ปี) เพราะมีความต้านทานโรคน้อยและส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัว รองลงมาคือเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย อีกกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะมีผลกระทบโดยตรงคือผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจซึ่งเมื่อได้รับฝุ่นเข้าไปอาจทำให้อาการกำเริบจนเสียชีวิตได้

วิธีป้องกันฝุ่น PM2.5

  1. สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น N95
  2. หากไม่มีหน้ากาก N95 สามารถใช้แผ่นกรองที่ระบุว่าสามารถป้องกันฝุ่น 5 ได้ หรือถ้าไม่สามาถหาได้จริงๆ อาจจะใช้หน้ากากอนามัยซ้อน 2 ชั้นแทนก็ได้
  3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากมีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง เมื่ออยู่ภายนอกอาคาร
  4. ใช้เครื่องฟอกอากาศ

 

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก

กรมสุขภาพจิต https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=28500

ไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/news/society/1950991

กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ http://air4thai.pcd.go.th/webV2/aqi_info.php#

แชร์
ปิด